สถานการณ์ไฟป่าในแอมะซอน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหลายคนอาจกำลังติดตามข่าวไฟป่าในแอมะซอน ป่าฝนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจัยหลักในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และยังเป็นบ้านของพันธุ์ไม้กว่า 3 ล้านสายพันธุ์ รวมถึงชนเผ่าท้องถิ่นนับล้านคน

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาสถาบันวิจัยด้านอวกาศแห่งชาติบราซิล (National Institute for Space Research : Inpe) เปิดเผยข้อมูลจากดาวเทียมว่าไฟป่าได้ลุกลามมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 84 %

แต่ที่ร้อนระอุไม่แพ้ไฟป่า คือความขัดแย้งระหว่างเหล่านักอนุรักษ์และประธานาธิบดีของบราซิล เมื่อนักอนุรักษ์กล่าวว่า นาย Bolsonaro สนับสนุนให้ชาวบ้านเผาทำลายป่าเพื่อทำการเกษตร และเน้นการพัฒนามากกว่าการอนุรักษ์ ทำให้อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าฝนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ที่เขาเริ่มเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม

Inpe เผยว่าเกิดไฟป่ากว่า 74,000 จุด ตั้งแต่เดือนมกราเป็นต้นมา ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2013 และเกิดจำนวนไฟป่าถึง 9,500 ครั้งในช่วงวันพฤหัสบดีที่แล้วจนกระทั่งตอนนี้ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแอมะซอน ตามปกติแล้วไฟป่าจะเกิดขึ้นในฤดูแล้งในบราซิล แต่สาเหตุส่วนใหญ่ก็เกิดจากความตั้งใจของมนุษย์ไม่ใช่อุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน องค์การนาซาก็ให้ข้อมูลว่าปริมาณฝนโดยเฉลี่ยในปีนี้ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด และมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

--- ---

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นหมอกควันสีดำที่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐทางตอนเหนือของบราซิล และพื้นที่ใกล้เคียงแอมะซอน รวมถึงเซาเปาโลเองก็ได้รับผลกระทบจากควันไฟด้วยเช่นกัน 

(ภาพของท้องฟ้าในเมืองเซาเปาโล วันที่ 19 ส.ค. ตอนบ่ายสามโมง ที่หมอกควันปกคลุมจนแสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องถึง)

ด้านประธานาธิบดีบราซิลปฏิเสธข้อมูลจาก Inpe และอ้างว่ามันเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในหน้าแล้ง ที่เกษตรกรจะต้องใช้ไฟในการแผ้วถางพื้นที่ รวมทั้งตำหนิองค์กรอิสระที่รายงานเหตุไฟป่า และอาจจงใจให้ปัญหานี้ดูรุนแรงขึ้นเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล แต่ทาง Inpe ก็ยืนยันว่าจำนวนการเกิดไฟป่านั้นสูงกว่ารายงานตามปกติที่เคยเกิดขึ้น

ในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมาสามารถจัดการกับการบุกรุกทำลายป่าได้โดยการจับและปรับอย่างเข้มงวด แต่นาย Bolsonaro และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกลับวิจารณ์มาตรการการลงโทษที่เข้มงวดนี้ ซึ่งทำให้การปราบปรามอาชญากรที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาตินั้นลดลงอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก BBC

ภาพปกจาก Reuters

(4099)