5 สถานที่จริงที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของ Van Gogh

เราต่างก็รู้จักจิตรกรชื่อดัง และผลงานภาพวาดอันมีเทคนิคเป็นเอกลักษณ์ของ Van Gogh กันดีอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าบรรดาภาพวาดต่างๆ บนผืนผ้าใบนั้น แต่ละภาพเขาได้แรงบันดาลใจมาจากไหน และเพราะอะไรเขาถึงสนใจในเรื่องราวเหล่านั้น พบกับ 5 สถานที่จริงที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของแวนโก๊ะ

แวนโก๊ะ คือศิลปินที่ทุ่มเทเวลาชีวิตส่วนใหญ่ให้กับการทำงาน และผลงานเหล่านั้นก็ได้สะท้อนการเดินทางตลอดชีวิตของเขาไว้ด้วย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในเมืองชายทะเลของดัตช์ ไปจนถึงแถบชนบทของฝรั่งเศส ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงรูปแบบภาพวาดที่มีเอกลักษณ์ต่างจากผลงานของศิลปินคนอื่นๆ  อีกด้วย

The Hague, Netherlands

Van Gogh Painting Locations

“View of the Sea at Scheveningen” (1882). (Photo: Wikimedia Commons)

สถานที่แห่งแรกที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของแวนโก๊ะ คือเมืองชายฝั่งทะเลอย่างเมืองเฮก เนเธอร์แลนด์ ในปี 1869 ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปี และฝึกงานอยู่ในแกลลอรี่ Goupil ที่นี่ทำให้เขาได้รู้จักกับผลงานของจิตรกรชาวยุโรปในศตวรรษที่ 19 คนอื่น ๆ ซึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับเขาในเวลาต่อมา

เขาได้เรียนรู้จาก Anthonij Rudolf Mauve จิตรกรชาวดัตช์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มจิตรกรชาวยุโรปที่ทำงานอยู่ในเมืองนี้ ที่เรียกกันว่า “Hague School” ปลายปี 1881 ขณะที่เขาอายุย่าง 20 ปี เขาก็ได้โอกาสในการสร้างผลงานเป็นของตัวเอง หนึ่งในชิ้นงานชุดแรกที่มีชื่อเสียงของเขาก็คือ  View of the Sea at Scheveningen (1882) โดยในรูปเขาใช้สีเทาในการแสดงถึงบรรยากาศของวันที่มีลมแรง บริเวณชายหาดใกล้กับที่พักของเขา และสิ่งที่ยืนยันได้ถึงลมที่พัดอย่างรุนแรงในวันนั้น ก็คือเศษทรายที่ติดอยู่บนผืนผ้าใบนั่นเอง

Nuenen, Netherlands

Van Gogh Painting Locations

“Autumn Landscape” (1885). (Photo: Wikimedia Commons)

เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 30 ปี ในเดือนธันวาคม ปี 1883 เขาได้ย้ายบ้านของครอบครัวมายังหมู่บ้าน Nuenen เขารักธรรมชาติอันเงียบสงบของที่นี่ และขลุกตัวอยู่ในสตูดิโอที่เขาสร้างขึ้นภายในห้องซักรีด เขาทำงานแทบจะตลอดเวลา ภาพของเขามักจะสื่อถึงการศึกษาในแบบวิถีชาวนาท้องถิ่น ทิวทัศน์ชนบท และโบสถ์ที่พ่อของเขาเป็นบาทหลวงอยู่ แต่ถึงแม้จะมีผลงานมากมาย เขากลับไม่สามารถขายงานได้เลย เขาจึงจำเป็นต้องพึ่งธีโอ น้องชายที่เป็นพ่อค้าขายงานศิลปะในปารีส โดยพวกเขาตกลงกันว่าภาพวาดทุกภาพจะตกเป็นกรรมสิทธิของน้องชาย แลกกับเงิน 150 ฟรังก์ต่อเดือน

และเมื่อไม่มีความกังวลด้านการเงิน เขาก็สามารถทดลองวิธีการวาดด้วยสี และฝีแปรงที่หนาขึ้น และภาพสุดท้ายที่เขาวาดขึ้นขณะที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ก็คือภาพที่มีชื่อว่า Autumn Landscape (1885) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่มากขึ้นในการจัดวางตำแหน่งของภาพ การใช้สี และแสงเงาได้อย่างชัดเจน

Paris, France

Van Gogh Painting Locations

--- ---

“Self-Portrait with Gray Felt Hat” (1887). (Photo: Wikimedia Commons)

แวนโก๊ะอยู่ในปารีสเป็นเวลา 2 ปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1886 – 1888 ที่นี่ทำให้เขาเข้าสู่การวาดภาพแบบอิมเพรสชันนิสม์เป็นครั้งแรก เขาได้รู้จักกับ Henri de Toulouse-Lautrec และได้พบ Paul Gauguin ขณะที่ยังอาศัยอยู่ตามถนน  ผลงานของศิลปินเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อแวนโก๊ะ และนำเขาไปสู่ความโด่งดังในที่สุด

เช่นเดียวกับภาพวาดสวนสาธารณะและท้องถนน แวนโก๊ะสามารถวาดภาพบุคคลได้สำเร็จ 2 ภาพ คือ Self-Portrait with Black Felt Hat (1887) และ Self-Portrait with Gray Felt Hat (1887)  ที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาเอกลักษณ์ในการใช้สีภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

Arles, France

Van Gogh Painting Locations

“The Red Vineyard at Arles” (1888). (Photo: Wikimedia Commons)

แม้ว่าปารีสจะสร้างแรงผลักดันในการสร้างผลงานให้กับแวนโก๊ะ แต่เขาก็ต้องเผชิญแรงกดดันด้านการเงินและเริ่มติดเหล้าทำให้เขาต้องย้ายไปยัง Arles เมืองที่เงียบสงบทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1888 เมื่อเขาถูกรายล้อมด้วยทุ่งนา ไร่องุ่น และทุ่งดอกทานตะวัน เขาก็ได้แรงบันดาลใจในการวาดภาพอีกถึง 200 ภาพ ตลอดเวลา 15 เดือนที่เขาอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Harvest in Provence, The Sower, และ The Red Vineyard at Arles ที่มีความโดดเด่นด้วยสีสันและรูปแบบการเคลื่อนไหวของแปรงที่บ่งบอกถึงสภาวะแห่งความสุขของเขา

Van Gogh Painting Locations

“Self-portrait with Bandaged Ear” (1889). (Photo: Wikimedia Commons)

ในต้นเดือนกันยายน แวนโก๊ะได้อาศัยอยู่ภายในบ้านสีเหลืองที่เขาใช้เป็นสตูดิโอ ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพวาดหลายภาพของเขา รวมถึงภาพ The Bedroom(1988) ที่โด่งดัง ในฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น เขาได้เชิญโกแกงมาพักกับเขา แต่เรื่องราวกลับจบลงไม่ดีนัก เมื่อการโต้เถียงกันนำพาเขาไปสู่เหตุการณ์ที่เขาตัดหูของตัวเอง ซึ่งเป็นที่มาของภาพอันโด่งดังอีกภาพ อย่าง Self-portrait with Bandaged Ear (1889) นั่นเอง

Saint-Paul-De-Mausole, France

Van Gogh Painting Locations

“Starry Night” (1889). (Photo: Wikimedia Commons)

หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ จบลง แวนโก๊ะก็ต้องเดินทางไปยังโบสถ์ที่ตั้งอยู่ห่างไปทางเหนือของอาร์เลส 20 ไมล์ ที่เรียกว่า Saint-Paul-de-Mausole ในตอนนั้นสุขภาพจิตของเขาค่อนข้างแปรปรวน แต่ในวันที่อารมณ์ดีเขามักวาดภาพในสวนและภูมิทัศน์โดยรอบของโบสถ์ และเป็นที่มาของผลงาน The Starry Night (1889) และหลังจากนั้นในปลายปี 1890 เขาก็ตัดสินใจที่จะจบชีวิตลงเพื่อยุติความทุกข์ที่ต้องเผชิญ ในเมืองเล็กๆ ของ Auvers ทางเหนือของฝรั่งเศส

แม้ว่าชีวิตของเขาอาจไม่ได้ยืนยาวนัก แต่ผลงานนับพันภาพของเขา ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา กลับเป็นที่กล่าวขานของผู้คนมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก mymodernmet

(1983)