วาซา (Vasa) เรือไททานิกแห่งประเทศสวีเดน! เรือรบในศตวรรษที่ 17 ที่ยังคงสภาพอยู่

เรือวาซา

ในระหว่างปีคริสตศักราชที่ 1620 กษัตริย์แห่งประเทศสวีเดน Gustavus Adolphus มีพระราชโองการให้สร้างเรือรบลำใหม่เพื่อใช้ป้องกันประเทศ

เรือรบลำนี้มีชื่อว่า วาซา(Vasa) การสร้างเรือลำนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบเพราะประเทศสวีเดนกำลังอยู่ในภาวะสงครามกับเครือจักรภพโปแลนด์ – ลิทัวเนีย พันธมิตรทางประวัติศาสตร์ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว

หากกล่าวถึงเรือรบวาซานั้น ถือเป็นเรือรบมีความสุดยอดหลายประการ เป็นเรือรบที่มีแสนยานุภาพ และความสามารถมากที่สุดของกองทัพเรือสวีเดนในสมัยนั้น

ในช่วงเวลานั้น เรือลำนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ในกองทัพเรือสวีเดน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ประเทศแถบนอร์ดิกนี้สามารถควบคุมน่านน้ำทะเลบอลติกได้ และเปลี่ยนประเทศสวีเดนให้กลายเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ทรงพลังที่สุดของทวีปยุโรป

เรือวาซามีลักษณะสวยงาม และน่าทึ่ง โดยมีความยาว 226 ฟุต สูง 164 ฟุต และมีน้ำหนักมากกว่า 1,200 ตัน ด้วยการติดตั้งปืนใหญ่ถึง 64 กระบอก จนทำให้ใครก็ตามที่พยายามจะโจมตีเรือ Vasa จะเผชิญกับผลกระทบร้ายแรงจากลูกกระสุนปืนใหญ่ที่มากมายราวกับฝนตกเลยทีเดียว

แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วเรือลำนี้กลับดับความคาดหวังของทุกคน เมื่อต้องเผชิญกับจุดจบที่ไม่คาดฝัน ซึ่งทำให้ผู้คนต่างนึกถึงเรื่องราวของเรือไททานิก ที่จมลงอย่างน่าเสียดาย เรือลำนี้ก็ไม่ต่างกันแม้เรือ Vasa นั้นไม่ได้ชนกับภูเขาน้ำแข็ง แต่มันก็ยังจมดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทรในการออกเดินเรือครั้งแรกเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์นี้เป็นที่น่าอับอายของฝูงชนชาวสวีเดนที่รวมตัวกันที่ท่าเรือสตอกโฮล์มซึ่งเป็นจุดที่เรือจะออกแล่นสู่ทะเลเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 สิงหาคม 1628  นอกจากนี้ ยังมีแขกจำนวนมากทั้งเหล่าเชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูง คณะทูต ไปจนถึงชาวบ้านธรรมดามาร่วมเป็นสักขีพยาน ในวินาทีที่เรือรบอันยิ่งใหญ่ล่มลงสู่ใต้น้ำ

ความผิดพลาดครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างเรือ ซึ่งเป็นงานของนักต่อเรือชาวดัตช์ ได้ทำสัญญาลงนามในช่วงต้นปี 1625 และ Vasa เป็นหนึ่งในเรือสี่ลำที่ตกลงสร้างของ Henrik Hybertsson ผู้ต่อเรือ จากข้อตกลงแรกคือมีเรือสองลำที่มีขนาดเล็ก และเรือใหญ่อีกสองลำ แต่ Hybertsson เสียชีวิตไม่นานหลังจากการดำเนินโครงการ ผู้ช่วยของเขา Hein Jakobsson จึงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างต่อ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าแผนการก่อสร้างที่ถูกปรับแก้จากครั้งแรกนั้น Vasa ควรจะเป็นหนึ่งในเรือสองลำที่มีขนาดเล็กแต่ทว่ากลับกลายเป็นหนึ่งในเรือสองลำที่มีขนาดใหญ่ไปซะได้ แถมน้ำหนักเรือก็ออกมาหนักกว่าที่วางแผนไว้มาก นอกจากนี้ยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่ถ่วงน้ำหนัก เช่น งานประติมากรรมหลายร้อยชิ้น และตุ้มถ่วงน้ำหนักอย่างน้อย 100 ตัน

---

หลักฐานเพิ่มเติมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าชาวสวีเดนได้ทำการทดสอบเรือรบเรียบร้อยแล้ว และพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ภายใต้พระราชโองการที่เร่งด่วนของพระมหากษัตริย์ทำให้เรือ Vasa ต้องออกแล่นก่อนกำหนด และนำไปสู่การล่มลงสู่ใต้มหาสมุทรนั่นเอง ซึ่งในวันนั้นมีลมกระโชกแรงเพียงพอที่จะทำให้เรือคว่ำ เมื่อน้ำเริ่มเข้ามาสู่ใต้ท้องเรือเลยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการทำให้เรือจมลงใต้ผิวน้ำ 105 ฟุต

ชาวสวีเดนถูกไล่ออก และลืมไปในที่สุดว่า นี่คืออาวุธสงครามตัวใหม่ที่พวกเขาเคยโปรดปราน เคยเป็นความภาคภูมิใจ และความสุขของชาติ แต่ตอนนี้มันจมลงใต้ก้นมหาสมุทรในการออกเรือครั้งแรกของมัน ซึ่งเป็นเรื่องอื้อฉาว และทำลายชื่อเสียงของราชอาณาจักรรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากการต่อเรือ Vasa ที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล

ต่อมาเมื่อนักต่อเรือเสียชีวิตจึงมีการกอบกู้ซากเรือขึ้นมาหลังจากที่จมลงในภายหลัง แม้จะมองเห็นซากเรือใต้ก้นมหาสมุทร แต่ดูเหมือนว่าความพยายามในการกู้เรือ Vasa นั้น จะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยเทคโนโลยีที่จำกัดในสมัยก่อน

จนกระทั่งในปี 1660 กลุ่มนักประดาน้ำก็สามารถกู้ซากปืนใหญ่ได้โดยใช้ต้นแบบdiving bell(ภาชนะโลหะรูประฆังที่ทำให้สามารถทำงานใต้น้ำลึกในสมัยก่อนได้) แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถกู้ซากเรือทั้งหมดได้ ในที่สุดเรืออับปางก็ถูกทิ้งร้างและถูกลืมไป จนกระทั่งในช่วงกลางศตวรรษที่ 20

ในปี 1961  หลังจากเรืออับปางถูกค้นพบอีกครั้ง และได้ระบุว่าเป็นเรือ Vasa สมัยศตวรรษที่ 17 ที่สูญหายไป ในที่สุดสวีเดนก็สามารถกู้เรือรบลำนี้คืนได้สำเร็จ แม้ว่าเรือ Vasa จะจมอยู่ในท้องทะเลมานานหลายศตวรรษแต่กลับยังคงสภาพอยู่ได้ ซึ่งตำแหน่งที่เรือจมลงใต้น้ำนั้นเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากจุดนั้นมืดมากจนแสงอุลตราไวโอเลตส่องไม่ถึงซึ่งป้องกันไม่ให้เรือผุพัง และอุณหภูมิน้ำของทะเลบอลติกก็ช่วยป้องกันกระบวนการเสื่อมสภาพได้ อีกทั้งยังจมลงไปใกล้กับท่าเรือซึ่งมีมลภาวะในน้ำมากพอที่จะฆ่าแบคทีเรีย และฟอกขาวปรสิตส่วนใหญ่ที่อาจกัดกินเนื้อไม้

แต่ปัญหาการของการพังทลายกลับเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเรือถูกกู้ขึ้นมาบนผิวน้ำ เรือ Vasa ได้รับการบูรณะใหม่ และได้รับการรักษาปกป้องอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการยืนยันออกมาว่าไม้ของเรือกำลังเริ่มเสื่อมสภาพเนื่องจากมีอายุเวลาที่ยาวนาน และสิ่งนี้ยังคงเป็นหัวใจหลักสำหรับนักอนุรักษ์ที่ยังคงมองหาวิธีที่ดีที่สุดในการคงสภาพเรือลำนี้ไว้ให้ได้นานที่สุด

(1045)